August 07, 2011

จุดกำเนิดของ Twitter ที่หลายๆ คนอาจยังไม่รู้

 
 

Sent to you by nunok via Google Reader:

 
 

via thumbsup by thumbsupteam on 8/5/11

Editorial note: บทความนี้คือบทความพิเศษจากแขกรับเชิญ "ต้นฮ้อ" @tonhor แห่งเว็บไซต์  WinPhoClub และ Droidsans ที่ส่งมาให้กองบรรณาธิการ thumbsup อัพโหลดขึ้นให้ thumbsuper อ่านโดยเฉพาะ สิ่งที่ต้นฮ้อเขียนไม่สะท้อนแนวคิดของกองบรรณาธิการ thumbsup เป็นเพียงการแบ่งปันเรื่องราวที่น่าอ่านอย่างแท้จริง หากคุณต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเขาเชิญที่ twitter.com/tonhor

บทความนี้เป็นการเล่าเรื่องจาก Dom Sagolla ซึ่งอยู่ในกลุ่มแรกของผู้ก่อตั้งทวิตเตอร์ http://www.140characters.com/2009/01/30/how-twitter-was-born/


ทวิตเตอร์ (Twitter) ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในปี 2006 เมื่อ @Jack, @Biz, @Noah, @Crystal, @Jeremy, @Adam, @TonyStubblebine, @Ev,  @Dom (ผมเล่าเรื่อง), @Rabble, @RayReadyRay, @Florian, @TimRoberts, และ  @Blaine ทั้ง 14 คนทำงานอยู่ที่บริษัท Odeo ในเมืองซานฟรานซิสโกซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจด้าน podcast แต่ดูเหมือนสถานการณ์จะไม่สู้ดีนัก เนื่องจากบริษัทจะต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งคนสำคัญอย่างบริษัท Apple และปัญหาอื่นๆ รอบด้านจึงทำให้บอร์ดบริหารของเราจำเป็นต้องหาจุดเปลี่ยนของบริษัท โดย 1 ในบอร์ดบริหารคือ Evan Williams (@Ev) อาจจะไม่คุ้นชื่อแต่ถ้าบอกว่าเขาเป็นผู้ก่อตั้งบริการบล็อกชื่อ Blogger น่าจะพอรู้จักกันบ้าง ซึ่งต่อมาขายกิจการให้กูเกิล แล้วจึงมาก่อตั้งบริษัท Odeo

การเปลี่ยนแปลงบริษัทนั่นเริ่มขึ้นจากการระดมความคิด ซึ่งพวกเราจะต้องมีการพูดคุยและเสนอไอเดียที่ดีที่สุดออกมา มีการแบ่งเป็นกลุ่มย่อยในการคิดไอเดีย และในทุกๆ เช้าเราจะมีประชุมเพื่อเสนอไอเดียต่างๆ เป็นเวลาไม่นานเพื่อเป็นการรักษาเวลาเราจะไม่นั่งประชุม

Standing Room Only ภาพห้องประชุมใน Odeo

แจ็คเป็นวิศวกรของบริษัทคนหนึ่งที่ผมโชคดีที่ได้มาอยู่ในกลุ่มย่อยของเขา ซึ่งเขาจะคอยส่ง SMS มาบอกและอธิบายว่าเราจะต้องทำอะไรบ้างในกลุ่มย่อยเรื่องมันเกิดขึ้นที่ตอนเหนือของ South Park ในขณะที่พวกเรากำลังทานอาหารเม็กซิกันกันอยู่  แต่ไอเดียของแจ็คก็ทำให้เราถึงกับต้องหยุดกินและเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับไอเดียนี้

ในตอนนั้นผมจำได้แม่นว่าแจ็คได้ยกตัวอย่างถึงการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน (city-related) เช่น เขาต้องการบอกกับคนหรือกลุ่มคนว่าเขากำลังทำอะไร แจ็คบอกว่าเขาต้องการให้มีบริการจัดส่งที่เชื่อมต่อกับเราบนมือถือโดยใช้เพียงแค่ "ข้อความ" ผมคิดว่าไอเดียของเขาสามารถสร้างขึ้นมาได้ง่าย ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องคิดว่าคุณทำอะไรเพียงแค่คุณพิมข้อความบางอย่างแล้วส่งมันออกไป ทุกคนในกลุ่มดวงตาเป็นประกายกับไอเดียนี้ในทันทีและพูดขึ้นมาพร้อมกันว่า "เราต้องการมัน"

ต่อมาเมื่อถึงห้องประชุม แต่ละกลุ่มก็ต้องมาพรีเซ็นต์ไอเดียกัน สุดท้ายไอเดียของแจ็คได้ถูกเลือกให้สร้างงานต้นแบบ โดย @Jack, @Biz และ @Florian จะเป็นคนสร้างไอเดียนี้ในเวอร์ชั่น 0.1 และบริหารโดย @Noah ส่วนที่เหลือให้โฟกัสไปที่งานของบริษัทต่อไป เพื่อที่ว่าถ้าสิ่งใหม่นี้ไปไม่ถึงเราจะได้ถอยกลับมายังจุดเดิม

และแล้วเวอร์ชั่นแรกที่เกิดจากไอเดียของแจ็คก็ออกมาเป็นเว็บไซต์ มันถูกสร้างขึ้นมาในวันที่ 21 มีนา 2006 และข้อความแรกของผมคือ "โอ้ มันต้องกลายเป็นของที่มีคนติดงอมแงมแน่นอน" ("Oh this is going to be addictive")


เราครุ่นคิดอย่างมากกับชื่อ code name และ product name และ @Crystal ก็เรียกขึ้นมาขำๆ ว่า FriendStalker (ผู้ติดตามเพื่อน) แต่โครงการนี้ถูกเก็บเป็นความลับสุดยอดไม่ให้คนในครอบครัวรู้หรือแม้แต่คนในบริษัทเองก็ตามเราจำเป็นต้องเก็บเป็นความลับเพราะในตอนนั้นก็มีคู่แข่งอย่างบริการที่ชื่อว่า Dodgeball ซึ่งปัจจุบันกูเกิลได้ซื้อไปและเปลี่ยนชื่อโครงการเป็น Google Latitude

ในเดือนต่อมาโครงการนี้ดำเนินมาถึงเวอร์ชั่น Alpha เราได้ชื่อ code name ว่า "twttr" ซึ่งได้แรงบรรดาลใจมาจากชื่อ Flickr ประกอบกับความจริงที่ว่า SMS ของคนอเมริกามักจะเป็นรหัสสั้น 5 ตัวอักษร (shortcode)

ผมติดตาม (following) ทุกคนในระบบในตอนนั้นมีประมาณ 50 คนและเราก็มีหน้าสำหรับผู้ดูแลระบบที่สามารถเห็นผู้ใช้งานทุกคนได้ เมื่อสมาชิกกลุ่มแรก (ผู้เขียนเรียกว่า family members) ถูกทีมงานของเราติดตาม เราก็สามารถติดตามเขาได้ทันที จึงเกิดข้อสรุปของ Private Accounts ขึ้น แจ็คและฟลอเรียนจึงได้สร้างวิธีที่ให้ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าส่วนตัวนี้ให้กับผู้ใช้เมื่อมี  Private Accounts เกิดขึ้นระบบก็ขยายผู้ใช้ไปที่ 100 คน ซึ่งในตอนนั้นข้อความในระบบเรายังไม่แน่ใจว่าจะเรียกมันว่า posts หรือแค่ messages จนกระทั่งฤดูใบไม้ผลิของปี 2006

Later Twttr Design
พวกเราปล่อย Twttr เวอร์ชั่น Beta ในวันเกิดของ  @Ev โดยเราสามารถที่เชิญเพื่อนมาเข้ารวมเครือข่ายของ Twttr ได้ ผมจะไม่มีวันลืมความรู้สึกระหว่างเพื่อนแบบครอบครัวอย่างวันนั้นเลย เรารู้ว่าพวกเรากำลังที่จะเปลี่ยนแปลงโลกด้วยสิ่งนี้ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีใครเข้าใจมัน วันนั้นยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผมเสมือนเป็นลมหายใจแรกของเด็กแรกเกิด

แต่แล้วทุกอย่างก็ไม่ได้สวยหรูอย่างที่เราคิดนัก ในขณะนั้นบริษัท Odeo ประสบภาวะวิกฤตสุดขีดไม่เพียงแต่คุณค่าของ Twttr จะยากเกินอธิบายแล้ว ความสัมพันธ์ที่มีต่อบริษัท Odeo ก็ลดลงเรื่อยๆ เช้าวันหนึ่งในเดือนพฤษภาคมปี 2006, @Ev ตัดสินใจขอให้เรา 4 คน @Adam, @TonyStubblebine, @Rabble และผมออกจากบริษัท ต่อมา @Noah และ @Timroberts ก็ขอให้ออกเช่นกัน มันเป็นการตัดสินใจที่ยากและสร้างความตกใจให้กับเรามาก มันอยู่ในจุดที่ยากเกินกว่าจะอธิบายในตอนนั้นเว็บไซต์ Twttr.com ยังไม่เปิดตัวสู่สาธารณะ ดังนั้นพวกเราแต่ละคนจะต้องเพิ่มคุณค่าของมันอย่างต่อเนื่อง

ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงนี้ Twttr.com ก็ได้ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะชนโดยที่ยังมีคนที่เข้าใจและใช้มันให้เกิดคุณค่าถึงแม้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ ในตอนที่ผู้คนส่วนมากต้องจ่ายเงินค่า SMS และ การใช้ twttr ทำให้ไม่มีค่าใช้จ่าย ดังนั้นพวกเราแต่ละคนกลายเป็นผู้ที่ชักชวนผู้อื่นมาใช้ twttr พยายามที่จะชวนเพื่อนร่วมงาน หรือคนที่ทำงานมาใช้มันจนมาถึงจุดหนึ่ง @Ev ได้ก่อตั้งบริษัท Obvious Corp ขึ้นมาใหม่โดยมี twttr เป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท และก็ได้ดึง Biz Stone (@Biz) สหายรักที่เป็นทั้งอดีตเพื่อนร่วมทีม Blogger และอดีตทีมบริษัท  Odeo มาร่วมก่อตั้งด้วย ภายหลังมี Jason Goldman (@Goldman) มาร่วมก่อตั้งบริษัทนี้ด้วย

แจ็คยังคงเป็นวิศวกรเช่มเดิม บริษัทใหม่นี้ให้บริการ twttr ได้เพียง 2-3 เดือน ในทีมก็ลงความเห็นในการเปลี่ยนชื่อเป็น twitter.com และมีการรีแบรนด์ใหม่ครั้งใหญ่  ในตอนนั้นยังไม่ได้มีการจำกัดตัวอักษรในระบบ เมื่อเทียบกับ SMS ที่จำกัดไว้ที่ 160 ตัวอักษรแล้วถ้าข้อความยาวเกินกว่านี้ก็จะหั่นออกและค่อยส่งเป็นหลายข้อความแทน ทีมงานจึงตัดสินใจจำกัดตัวอักษรเหมือน SMS แต่กำหนดไว้ที่ 140 ตัวอักษร เหตุผลที่หายไป 20 ตัวอักษรคือ เว้นไว้สำหรับชื่อ username และ colon (:)

ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2007 แจ็คได้เขียนข้อความบางอย่างซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับผมที่ได้เริ่มกับโครงการนี้ว่า "One could change the world with one hundred and forty characters.


เหตุการณ์ที่ทำให้ทวีตเตอร์บูมครั้งแรกก็คืองาน South by Southwest (SXSW) ซึ่งทำให้ข้อความที่ทวีตเพิ่มขึ้นต่อวันจาก 20,000 เป็น 60,000 ข้อความต่อวัน จากนั้นก็มาถึงบูมครั้งที่ 2 ในงาน MTV Music Awards และบูมครั้งที่ 3 งาน WWDC ปี 2007 ของบริษัทแอปเปิ้ล

ในช่วงนั้น แจ็คก็ได้ผันตัวมาเป็น CEO หน้าใหม่ของบริษัท Twitter จนวันหนึ่งบริษัทเติบโตถึงจุดที่เรียกได้ว่าเป็ยจุดแห่ง "การเปลี่ยนแปลง"  โดยในวันที่ 16 ตุลาคมปี 2008 แจ็คได้ลงจากตำแหน่ง CEO ของบริษัทและ @Ev ได้ขึ้นมารับตำแหน่งนี้แทนหลังจากนั้น แจ็คก็มีบทบาทกับ Twitter น้อยลงและหันไปเปิดบริษัทใหม่ชื่อว่า Square ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับการจ่ายเงินบนมือถือแทน

เวลาผ่านไป 2 ปี ในวันที่ 4 ตุลาคมปี 2010 ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเมื่อ @Ev ดึงตัว Dick Costolo (@dickc) อดีตผู้ก่อตั้ง FeedBurner (ที่ถูกกูเกิลซื้อไป) มานั่งแท่นเป็น CEO บริษัท Twitter แทนตัวเองที่มีความสามารถในการบริหารบริษัทมากกว่าหลังจากนั้น @Ev ก็ลดบทบาทตัวเองลงไปเน้นพัฒนาสิ่งใหม่แทน แต่เขาก็ยังเป็นสมาชิกบอร์ดบริหารของ Twitter อยู่ และต่อมาในเดือนมีนาคมปี 2011 แจ็คก็กลับมาร่วมงานกับ Twitter อีกครั้งกับตำแหน่งประธานกรรมการโดยการกลับมาครั้งนี้เขาเน้นไปในเรื่องของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ก็ยังคงดำรงตำแหน่ง CEO บริษัท Square เช่นเดิม ซึ่งเวลาของเขาบางส่วนต้องให้กับบริษัท Square แต่สำนักงานก็ตั้งอยู่ใกล้กับบริษัท Twitter ในระยะห่างที่สามารถเดินถึงได้

และนี้คือทั้งหมดของ "การกำเนิด Twitter" ต่อไปคือยุคของ @dickc และ @Jack ที่จะชี้ทิศทางให้กับบริษัทนั้นเดินต่อไปในทางไหนและวิธีการหาเงินอย่างไรให้เกิดรายได้มหาศาลกับบริษัท  นี่คือคำถามที่พวกเขาต้องเผชิญต่อไปบนเส้นทางที่เรียกว่า  "Twitter"

แปลและเรียบเรียงโดย @tonhor

หมายเหตุ: บางส่วนได้อ้างอิงจาก Wiki เพื่อเติมเต็มเนื้อหาของบทความต้นฉบับของ Dom Sagolla


 
 

Things you can do from here:

 
 

No comments: